
ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น 6 รายรายงานว่ายอดขายรถยนต์ในตลาดสหรัฐฯ ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 4.5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว รวมเป็นประมาณ 1.5 ล้านคัน การเพิ่มขึ้นนี้เชื่อว่ามาจากความกังวลของผู้บริโภคบางส่วนที่ต้องการซื้อรถก่อนที่ภาษีนำเข้ารถยนต์ของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะมีผลบังคับใช้
ยอดขายของผู้ผลิตรายใหญ่
- Toyota Motor Corp. มียอดขายเพิ่มขึ้น 0.9% เป็น 570,269 คัน โดยเฉพาะรุ่น Tacoma ซึ่งผลิตในเม็กซิโกและนำเข้าไปยังสหรัฐฯ มียอดขายเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าเป็น 59,825 คัน อย่างไรก็ตาม ยอดขายของ RAV4 SUV ลดลง 7.5% เหลือ 115,402 คัน
- Honda Motor Co. มียอดขายเพิ่มขึ้น 5.3% เป็น 351,577 คัน โดย HR-V SUV ซึ่งผลิตในเม็กซิโกมียอดขายเพิ่มขึ้น 7.6% เป็น 40,944 คัน และ CR-V SUV ที่ได้รับความนิยมมียอดขายเพิ่มขึ้น 8.7% เป็น 103,325 คัน
- Nissan Motor Co. รายงานยอดขายเพิ่มขึ้น 5.7% เป็น 267,085 คัน เนื่องจากความต้องการรุ่นราคาประหยัดที่สูง
- Subaru Corp. มียอดขายเพิ่มขึ้น 9.1% เป็น 166,957 คัน
- Mazda Motor Corp. มียอดขายเติบโต 10.2% เป็น 110,316 คัน
- Mitsubishi Motors Corp. ยอดขายขยายตัวสูงสุดที่ 11.4% เป็น 31,637 คัน
ปัจจัยกระตุ้นการซื้อ
ตัวแทนจาก Toyota ระบุว่าผู้บริโภคบางรายตัดสินใจซื้อรถเพราะกังวลเรื่องภาษีนำเข้า ซึ่งส่งผลให้ยอดขายโดยรวมของกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นเติบโตในตลาดสหรัฐฯ
ยอดขายที่เพิ่มขึ้นนี้สะท้อนถึงความต้องการที่ยังคงแข็งแกร่งสำหรับรถยนต์ญี่ปุ่น แม้จะมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้าในอนาคต